:: ยินดีต้อนรับสู่ ธรรมะเเดลิเวอรี่ ส่งถึงที่ ซึ้งถึงใจ ธรรมะแบบง่าย ๆ ธรรมะเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ธรรมะเป็นเรื่องสนุก :: ศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2557
หน้าแรก ประวัติ กิจกรรม ห้องภาพ กระดานสนทนา ธรรมะช็อป ตารางกิจกรรม ผลงานธรรมะเดลิเวอร์รี่ ติอต่อนิมนต์พระวิทยากร
หน้าแรก ประวัติ กิจกรรม ห้องภาพ สนทนา ธรรมะ ช็อป ตารางกิจกรรม ผลงานธรรมะเดลิเวอร์รี่ ติดต่อนิมนต์พระวิทยากร
"ความตั้งมั่นของศีล"
ชีวิตที่มีค่า
ขันธ์ห้า" .. คือ รูปกับนามนี้
ดูทั้งหมด >>
.
  ดูทั้งหมด >>
 
  ดูทั้งหมด >>
 
  ดูทั้งหมด >>
 
กระดานสนทนา
ติดต่อพระมหาสมปอง ผ่าน Facebook
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ธรรมะเดลิเวอรี่
ธรรมะไทย
ธรรมะคิด
ธรรมะฟังง่าย คลายความทุกข์
ท่องเที่ยวไทย
คนเขียนเว็บ
ลิ้งธรรมะเดลิเวอรี่
 
 

พระผู้เป็นอริยะบุคคลคือแบบไหนยังไงครับ
ปัจจุบันมีพระผู้เป้นอริยะบุคคลบ้างไหมครับและเราจะรู้ได้อย่างไรครับ เพราะปัจจุบันมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ในแต่ทางลบ ไม่เห้นมีข่าวว่าพระสงฆ์ท่านใดได้เป็นพระอริยะบุคคลเลย เมื่อมีแต่ข่าวทางลบมาก ก็ทำให้เกิดความเสื่อมในความเชื่อถือในตัวพระสงฆ์ ฉะนั้นควรจะมีวิธีการไหนที่สามารถแยกพระสงฆ์ที่ไม่ดีออกจากพระพุทธศาสนาได้ไหมครับ ขอคำชี้แนะด้วยครับ

โดย โกโก้จัง เมื่อ 2011-01-08

Q : ปัจจุบันมีพระผู้เป้นอริยะบุคคลบ้างไหมครับ
A : มีค่ะ แต่ระดับอริยบุคคลแล้ว เขาจะไม่แสดงตัวกันเลยค่ะ
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้Show of ถือว่าอาบัติ(บางกรณีนะ!)

Q : และเราจะรู้ได้อย่างไรครับ
A : ก็ต้องศึกษาธรรมะมาพอสมควร อย่างน้อยๆก็เพื่อให้พอดูออกว่า
คนไหนมีลักษณะเหมือนเป็นอริยะ
คือ ผู้ที่เป็นอริยะแล้ว จะละสังโยชน์10ได้ อย่างน้อยๆก็ต้อง 3 ข้อแรก
เดี๋ยวจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับสังโยชน์10ให้ดูด้านล่างนะคะ

ถ้าอยากรู้ว่าใครใช่หรือไม่ใช้อริยบุคคล
ต้องเดาเอาจากลักษณะการพูดและการวางตัวน่ะค่ะ
คือเขาจะแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดๆเลย

ระดับปุถุชนอย่างเราๆ ก็ต้องเดาเก่งพอสมควร ถึงจะรู้ว่าใครใช่ไม่ใช่
เพราะถ้าให้ไปถามผู้เป็นอริยบุคคลนั้น
เขาไม่บอกเราแน่ๆล่ะค่ะ

Q : เพราะปัจจุบันมีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ในแต่ทางลบ ไม่เห้นมีข่าวว่าพระสงฆ์ท่านใดได้เป็นพระอริยะบุคคลเลย
A : ขึ้นชื่อว่าข่าว ก็เป็นเรื่องปกตินะคะ ที่พระที่ผิดวินัยจะเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ได้ง่ายกว่า
คือ ระดับพระอริยบุคคล เขามักแสวงหาความสงบกัน ไม่มีท่านไหน อยากดังกันน่ะค่ะ เพราะถ้าดังมาก เดี๋ยวท่านจะไม่ได้อยู่อย่างสงบกันพอดี
เพราะประชาชนจะแห่ไปกราบ ไปสัมภาษณ์จนท่านแทบไม่มีเวลาส่วนตัวกันพอดีน่ะค่ะ

Q : เมื่อมีแต่ข่าวทางลบมาก ก็ทำให้เกิดความเสื่อมในความเชื่อถือในตัวพระสงฆ์
A : เวลารับข่าวสารข้อมูลลักษณะนี้มา
แนะนำให้วางใจเป็นกลางไว้นะคะ
พระสงฆ์ที่ผิดวินัย เขาก็คือผู้ชายคนนึงที่ิอยากจะเป็นสงฆ์ แต่ดันทำตามพระวินัยไม่ได้(ก็สมควรสึกออกมาเป็นผู้ชายธรรมดาๆคนนึงจะดีกว่า)

มีประชาชนเยอะแยะมากมายนะคะ
ที่ดันเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพียงเพราะข่าวพระสงฆ์ผิดวินัย
ถ้าเขาไม่แยกแยะ เขาก็จะเป็นผู้เสียประโยชน์เองนั่นแหละ
เพราะพระธรรมก็ส่วนพระธรรม
พระสงฆ์ก็ส่วนพระสงฆ์
พระสงฆ์ที่ดีก็ยังมีค่ะ
เพียงแต่ต้องใช้วิจารณาญาณในการสังเกต และแยกแยะซักหน่อย ^_^

Q : ฉะนั้นควรจะมีวิธีการไหนที่สามารถแยกพระสงฆ์ที่ไม่ดีออกจากพระพุทธศาสนาได้ไหมครับ ขอคำชี้แนะด้วยครับ
A : อย่างแรกก็ดูที่การวางตัว การพูดจา การทำหน้าที่พระัสงฆ์
พระสงฆ์ที่ดี ท่านจะไม่พูดอะไรเพ้อเจ้อ การยืน การเดิน การนั่ง สำรวมมาก
โดยรวมๆก็คือการวางตัวน่ะค่ะ

ค่ะ คร่าวๆก็ประมาณนี้นะคะ
ศึกษาธรรมะไปเรื่อยๆนะคะ
ลองหาเสียงเทศน์มาฟัง
ฟังบ่อยๆเข้า ก็จะเริ่มเห็นความแตกต่างแล้วล่ะว่า พระอริยสงฆ์พูดจาแบบไหน
และพระฉลาดๆพูดแบบไหน
2 แบบนี้จะต่างกันแน่ๆในเรื่องของการพูด

ขอแนะนำสื่อเสียงธรรมะซัก 2 เว๊ปนะคะ
http://www.wimutti.net/pramote/

http://www.dhammatoday.com/


อันแรกเป็นของหลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมทโช สอนเกี่ยวกับการวิปัสสนา
อันที่ 2 ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ค่ะ ก็ลองเข้าไปฟังดูนะคะ
^_^

โดย ธิลักษ์ อีเมล์ http://tiluck0-0.hi5.com , tiluck0-0@hotmail.com เมื่อ 2011-01-09 05:12:08

สังโยชน์ 10

สังโยชน์ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ตกอยู่ในวัฎฎะ มี 10 อย่าง

1. สักกายทิฏฐิ เห็นว่า ร่า่งกายเป็นเรา เป็นของเรา (คำว่าร่างกายนี้หมายถึง ขันธ์ 5)
2. วิจิกิจฉา ความลังเลสังสัย ในคุณพระรัตนตรัย
3. สีลัพพตปรามาส รักษาศีลแบบลูบ ๆ คลำ ๆ ไม่รักษาศีลอย่างจริงจัง
4. กามฉันทะ มีจิตมั่วสุมหมกมุ่น ใคร่อยู่ในกามารมณ์
5. พยาบาท มีอารมณ์ผูกโกรธ จองล้างจองผลาญ
6. รูปราคะ ยึดมั่นถือมั่นในรูปฌาน
7. อรูปราคะ ยึดมั่นถือมั่นในอรูปฌาน คิดว่าเป็นคุณพิเศษที่ทำให้พ้นจากวัฎฎะ
8. มานะ มีอารมณ์ถือตัวถือตน ถือชั้นวรรณะเกินพอดี
9. อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ครุ่นคิดอยู่ในอกุศล
10. อวิชชา มีความคิดเห็นว่า โลกามิสเป็นสมบัติที่ทรงสภาพ

นักปฏิบัติที่ท่านปฏิบัติกันมาและได้รับผลเป็นมรรคผลนั้น ท่านคอยเอา สังโยชน์ เข้าวัดอารมณ์เป็นปกติ เทียบจิตกับ สังโยชน์ ว่า เราตัดอะไรได้เพียงใด แล้วจะรู้ผลปฏิบัติอารมณ์ที่ละนั้นเอง
สังโยชน์ ทั้ง 10 ข้อนี้ ถ้าพิจารณาวิปัสสนาญาณแล้ว จิตค่อย ปลดอารมณ์ที่ยึดถือได้ครอบ 10 อย่าง โดยไม่กำเริบอีกแล้ว ท่านว่า ท่านผู้นั้นบรรลุอรหัตผล

สักกายทิฏฐิ ท่านแปลว่า ให้รู้สึกในอารมณ์ของเราว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายนี้ไม่มีในเรา หรือตามศัพท์ที่เรียกว่า ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้มันไม่ใช่ของเรา เราไม่่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา อารมณ์ขั้นต้นของพระโสดาบัน กับสกิทาคามี ท่าน มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตาย เราต้องคิดว่า ร่างกายนี้ต้องตายแน่ ร่างกายนี้น่าเกลียดโสโครก ต้องเกลียดจริง ๆ เราไม่ต้องการทั้งร่างกายเรา และร่างกายของคนอื่น หรือวัตถุธาตุใด อย่างนี้เป็นกำลังใจของพระอนาคามี และถ้ามีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา อย่างนี้เป็นกำลังใจของพระอรหันต์

ถ้าจะปฏิบัติกันตามลำดับแล้ว ต้องใช้อารมณ์ตามลำดับ คือ
อารมณ์ขั้นต้น ใช้อารมณ์แบบเบา ๆ คือมีความรู้สึกตามธรรมดาว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะทรงชีวิตได้ตลอดกาล ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกันหมด ใช้อารมณ์ให้สั้นเข้า คือมีความรู้สึกไว้เสมอว่า เราอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต
อารมณ์ขั้นกลาง ท่าน ให้ทำความรู้สึกเป็นปกติว่า ร่างกายของคนและสัตว์ ตลอดจนวัตถุทุกชนิดเป็นของสกปรกทั้งหมด มีทั้ง อุจจาระ ปัสสวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เป็นต้น พยายามทำอารมณ์ให้ทรงจนเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายทั้งหมด
อารมณ์สูงสุด มี ความรู้สึกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย และร่างกายไม่มีในเรา มีอาการวางเฉยในร่างกายทุกประเภท เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์

วิจิกิจฉา แปล ว่า สงสัย คือสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระธรรมคำสั่งสอน สังสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ สงสัยว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ เมื่อสงสัยเข้าก็ไม่เชื่อ ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ ต้องลงอบายภูมิ
เพราะฉะนั้นจงอย่ามีในใจ ใช้ปัญญาพิจารณานิดเดียว ก็จะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าพูดถูก พูดจริง ยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระองค์

สีลัพพตปรามาส คือ ลูบคลำศีล รักษาศีลไม่จริงจัง อย่างนี้จงอย่ามีในเรา จงปฏิบัติให้ครบถ้วนด้วย 3 ประการ
1. มีความรู้สึกว่าร่างกายนี้มันจะต้องตาย
2. ไม่สงสัยในคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมยอมรับปฏิบัติตาม
3. รักษาศีลครบถ้วนโดยเคร่งครัด

ทำอย่างนี้ได้ ท่านผู้นั้นเป็นพระโสดาบัน และพระสกิทาคามี

กามฉันทะ คือ มีความพอใจในกามคุณ คือ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ เราต้องกำจัดในสิ่งเหล่านี้ ให้รู้ว่าสกปรก โสโครก เราไม่ต้องการ และกำจัด

ปฏิฆะ คือ การกระทบกระทั่งความไม่พอใจออกจากจิต มีความเมตตา กรุณา เข้ามาแทน จิตมีความเบื่อหน่ายในร่างกายเป็นที่สุด ท่านตรัสว่า เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี

รูปราคะ และ อรูปราคะ เป็นการหลงในรูปฌาน และอรูปฌาน เราต้องไม่หลงติด ไม่มัวเมาใน รูปฌาน และอรูปฌาน แต่จะรักษาไว้เพื่อประโยชน์แก่จิตใจ แล้วใช้่ปัญญาพิจารณาขันธ์ 5 ว่ามีแต่ความทุกข์ มีการสลายตัวไปในที่สุด เมื่อขันธ์ 5 ไม่ทรงตัวแบบนี้แล้ว

มานะ การถือตัวถือตนว่าเราดีกว่าเขา วางอารมณ์แห่งการถือตัวถือตนเสีย มีเมตตาบารมีเป็นที่ตั้ง

ตัดอุทธัจจะ คืออารมณ์ฟุ้งซ่าน
การถือตัวถือตน เป็นปัจจัยของความทุกข์ เราควรวางใจแต่เพียงว่า ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ โสกะปริเทวะทุกขะ โทมะสัส อุปยาส ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ ทุกข์มาจากไหน ทุกข์มาจากการเกิด แล้วเกิดนี่มาจากไหน การเกิดมาจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม เราควรวางใจเป็นกลาง การถือตัวถือตนเป็นปัจจัยของความทุกข์ จิตใจเราพร้อมในการเมตตาปรานี ไม่ถือตน เขาจะมีฐานะเช่นใดก็ช่าง ถือว่า เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกันหมด ถ้ากำหนดอารมณ์อย่างนี้ได้ เราก็สามารถจะกำจัดตัวมานะของตนได้

อวิชชา หมายถึง อุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ไม่รู้ตามความเป็นจริง อุปาทานนี้มีคำจัดกัดอยู่ 2 คำ คือ ฉันทะ และราคะ
อุปาทาน ได้แก่ ฉันทะ คือความหลงใหลใฝ่ฝันในโลกามิสทั้งหมด มีความพอใจในสมบัติของโลก โดยไม่ได้คิดว่ามันจะต้องสลายไปในที่สุด
ราคะ มีความยินดีในสมบัติของโลกด้วยอารมณ์ใคร่ในกิเลส
ฉะนั้นการกำจัด อวิชชา ก็ พิจารณาเห็นว่า สมบัติของโลกไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา เราไม่มีในสมบัติของโลก ไม่มีในเรา จนมีอารมณ์ไม่ยึดถืออะไร มีอยู่ก็เป็นเสมือนไม่มี จิตไม่ผูกพันเกินพอดี เมื่อมีอันเป็นไปก็ไม่เดือดร้อน มีจิตชุ่มชื่นต่ออารมณ์พระนิพพาน

ฉันทะ กับ ราคะ ทั้งสองนี้เป็นอารมณ์ของ อวิชชา ถือว่าเป็นความโง่ ยังไม่เห็นทุกข์ละเอียด ความจริงอารมณ์ตอนนี้ก็เข้มแข็งพอ คนที่เป็นอนาคามีแล้ว เป็นผู้มีจิตสะอาด มีอารมณ์ขุ่นมัวบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ อารมณ์ใจยังเนื่องอยู่ในอวิชชา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ยังไม่เข้าถึงสุขที่สุด ที่เรียกว่า เอกันตบรมสุข ก็ควรจะใช้บารมี 10 นำมาประหัตประหารเสีย
อวิชชานี้ ที่ว่า มีฉันทะ กับราคะ นั้น ท่านก็ตรัสว่า ฉันทะ คือมีความพใจในการเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นพรหม ราคะ เห็นว่า มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลกก็ดี ยังเป็นกิเลสเบา ๆ คือไม่สามารถจะพ้นทุกข์
ฉะนั้น ถ้าจะตัดอวิชชา ให้ตัดฉันทะ กับราคะ ในอารมณ์ใจ คิดว่า มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ทั้ง 3 ภพนี้ ไม่เป็นที่หมายของเรา คือยังเป็นแดนของความทุกข์ เทวโลก พรหมโลกเป็นแดนของความสุขชั่วคราว เราไม่ต้องการ ต้องการจิตเดียวคือ พระนิพพาน ในใจของท่านต้องการพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นเอกัคตารมณ์ ในอุปสามานุสสติกรรมฐาน

ที่มาจาก http://www.larnbuddhism.com/grammathan/sangyot.html

โดย ธิลักษ์ อีเมล์ http://tiluck0-0.hi5.com , tiluck0-0@hotmail.com เมื่อ 2011-01-09 05:09:42

ร่วมตอบกระทู้
รายละเอียด : *
แนบภาพ : ชนิด jpg gif
ชื่อ : *
อีเมล์ :
 
หนังสือใหม่ล่าสุด
หนังสือใหม่ล่าสุด
ประวัติ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
ประวัติ พระอาจารย์สมพงษ์
ประวัติพระอาจารย์วรวัฒน์  วรวฑฺฒโน
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต นำธรรมะเดลิเวอรี่ สู่ญาติโยมที่นครเบอร์ลิน
ธรรมะเดลิเวอรี่ สู่ ประเทศการ์ตา
ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
พระมหาสมปอง บริจาคเงินช่วยเหลือญี่ปุ่น
โครงการดีๆ ธรรมะเดลิเวอรี่
Suzuka Japan 2011
Osaka Japan2011
ชมสถานที่ต่างๆญี่ปุ่น กับพระมหาสมปอง
เมืองเกียวโต กับพระมหาสมปอง
เมืองโอซากากับพระมหาสมปอง
เมืองวากายามา กับพระมหาสมปอง
ติดต่อธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์ (ลูกศิษย์พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต)

---------------------------------------------------------
(พระอาจารย์เฉลิม พฺรหฺมโชโต(ศรีปรัง) 

ธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์ จ.อุบลราชธานี
วัดมงคลโกวิทยาราม(ปากห้วยวังนอง) อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 
โทร 0895222101

---------------------------------------------------------

(พระอาจารย์นิวัฒน์ มหาโชติวฑฺฒโน(วันณา))

ธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์ จ.ขอนแก่น 
วัดประทุมคงคา อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ๔๐๑๗๐ 
โทรศัพท์ ๐๘๖-๘๕๐-๑๓๓๙ 

-----------------------------------------------------------
(พระอาจารย์สุรเดช วงค์ฝั้น)

ธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์ จ.ลำปาง
วัดปงหอศาล อ.แม่ทะ จ.ลำปาง
ติดต่อบรรยายธรรมมะได้ที่ 089-5565312 

-----------------------------------------------------------
(พระอาจารย์อภินันท์ กุลโกธา)

ธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์ จ.นครราชสีมา
สำนักงานเจ้าคณะตำบลสูงเนิน วัดญาณโศภิตวนาราม (วัดป่าสูงเนิน)ต.สูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา 
โทรศัพท์ ๐๘๕-๗๗๘๒-๘๙๗ 


--------------------------------------------------------------

(พระอาจารย์ฐิติชโยกรณ์ สุขเจริญ)

ธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์ จ.นครสวรรค์
141 ม2 ต.หนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ 60140 
โทร. 0862032350

-------------------------------------------------------

(พระอาจารย์ตัวกลม อารมณ์ดี)

ธรรมะเดลิเวอรี่จูเนียร์ จ.นครราชสีมา
วัดอิสาน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 
โทรศัพท์ ๐๔๔-๒๔๔๐๔๔,๐๘-๓๗๓๗-๙๒๖๘

--------------------------------------------------------------
พระอาจารย์สุธีลักษณ์ สุทฺธิเมธี วัดป่าอุทุมพร อ.ภูกระดึง จ.เลย ๐๘๙๗๔๖๐๓๗๗

------------------------------------------------------------------------------------------------
สำนักงานธรรมะเดลิเวอรี่(กรุงเทพมหานคร)
โทร. 085-805-4638 086-055-7113 086-321-2999
มอบเงินให้วัดพระบาทน้ำพุ
Copyright© dhammadelivery.com
Design and Develop by Bangkok idea design